เปิดวิจัย”ร้อน”ซื้อขาย”เก้าอี้ทองคำ”กระทรวงเกรดA-มีทั้งประมูล-ดาวน์-ซื้อขาด-พ่อค้าวางมัดจำ

ข่าว อื้อฉาวในการซื้อขายตำแหน่งผู้ว่าฯ ในกระทรวงหมาดไทย หรือ”นายพล”ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การซื้อขาย”เก้าอี้ทองคำ”ในระบบราชการมีจริงหรือไม่ หาคำตอบได้จากผลงานวิจัย”ร้อน”ชิ้นนี้

ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับนักการเมืองใหญ่ที่ไม่มีในตำแหน่งในรัฐบาล แต่มีอิทธิพลเหนือกระทรวงมหาดไทยเรียกข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัด และรองอธิบดีประมาณ 20 คนเข้าไปพบเป็นรายตัวและแจ้งให้ทราบว่า ถ้าต้องการตำแหน่งผู้ว่าฯต้องหาเงินสนับสนุนพรรครายละ 10-15 ล้านบาทและช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในการเลือกตั้ง ถ้ามีการยุบสภา สร้างความเดือดดาลให้แก่นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างมาก อ้างว่า เป็นการปล่อยข่าวทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทย และสั่งหาตัว”ต้นตอ”ในการปล่อยข่าว

อย่างไรก็ตามมีกระแสข่าวว่า นอกจากเรียกเงินจากผู้ที่มีโอกาสได้รับแต่งตั้งจากระดับรองผู้ว่าฯและรองอธิบดีเป็นผู้ว่าฯแล้ว ยังมีการเรียกเงินจากผู้ว่ฯที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว โดยต่อรองว่า ถ้าต้องการอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆต่อไปก็ต้องหาเงินสนับสนุนำพรรคเช่นกัน

นอกจากข่าวซื้อชายเก้าอี้ในกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีการตั้งอนุกรรมการข้าราชการตำรวจชุดพิเศษขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเรื่อง การซื้อขายเก้าอี้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย ซึ่งในเบื้องต้นอนุกรรมการฯสรุปผลการสอบสวนว่า มีพิรุธในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจหลายตำแหน่ง

เพื่อให้เห็นภาพรวมการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ “มติชนออนไลน์” ขอนำสรุปรายงานการการวิจัยเรื่อง“การคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ” โดย ผศ. ดร.ชินนะงษ์ บำรุงทรัพย์ และคณะที่เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในปี 2546 มานำเสนอ

********************************
การวิจัยนี้เป็นการสำรวจความคิด เห็นของข้าราชการเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ ข้าราชการที่ให้ข้อมูลอาจจะเป็นข้าราชการที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการซื้อ ขายตำแหน่งด้วยตนเองหรืออาจจะเป็นข้าราชการที่เคยได้ยิน ได้พบเห็น หรือเชื่อว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง

การวิเคราะห์ข้อมูลจึงวิเคราะห์ตามข้อมูลความคิดเห็นที่รวบรวมได้ ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากคำถามปลายเปิดในแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เจาะ ลึกจากการศึกษาข้าราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการสำรวจความคิดเห็น ของข้าราชการตั้งแต่ระดับ 7 ขึ้นไป ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยใช้แบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 2,668 ราย และโดยการสัมภาษณ์เจาะลึก จำนวน 60 ราย สรุปผลได้ ดังนี้

จากผลการสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการเกี่ยวกับปัจจัยที่เอื้ออำนวย หรือมูลเหตุ/แรงจูงใจ ที่ทำให้มีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในภาพรวมพบว่า ข้าราชการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยในระดับปานกลางว่า มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยหรือมูลเหตุ/แรงจูงใจ ที่ทำให้มีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในหน่วยงาน

แต่เมื่อพิจารณาความคิดเห็นของข้าราชการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามหน่วยงานพบว่า ข้าราชการสังกัดสำนักงานตำรวจชาติเห็นด้วยค่อนข้างมากว่า มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยหรือมูลเหตุ/แรงจูงใจ ที่ทำให้มีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในหน่วยงาน

ในขณะที่ข้าราชการสังกัดหน่วยงานอื่นๆ ต่างเห็นด้วยในระดับปานกลางว่า มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยหรือมูลเหต/แรงจูงใจที่ทำให้มีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในหน่วยงาน

จากผลการสำรวจทัศนคติจของข้าราชการที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในการ ซื้อขายตำแหน่งในภาพรวมพบว่า ข้าราชการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติที่ไม่ดีหรือไม่เห็นด้วยต่อการ คอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่ง

แต่เมื่อพิจารณาทัศนคติของข้าราชการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำแนกตาม หน่วยงาน พบว่า ข้าราชการในเกือบทุกสังกัดมีทัศนคติที่ไม่ดี หรือไม่เห็นด้วยต่อการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่ง

ยกเว้นกลุ่มตัวอย่างข้าราชการสังกัดสำนักงานตำรวจ แห่งชาติที่มีทัศนคติต่อการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งที่แตกต่างจากข้า ราชการหน่วยงานอื่น กล่าวถึงมีทัศนคติว่า การคอร์รัปชั่นในบางประเด็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

จากผลการสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในการ ซื้อขายตำแหน่งในหน่วยงานราชการในภาพรวม พบว่า ข้าราชการที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดว่า มีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในหน่วยงานในระดับค่อนข้างน้อย

แต่เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อคำถามพบว่า ข้าราชการส่วนใหญ่เคยได้ยิน/เชื่อ/แน่ใจว่ามีบางคนในหน่วยงานได้รับหรือไม่ได้รับการแต่งตั้ง/โยกย้าย/เลื่อนตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม หรือใช้ระบบเล่นพรรคเล่นพวก ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างมาก

จากการศึกษาสาเหตุและแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ พบว่า 1) ค่านิยมทางสังคม 2) โครงสร้างองค์กร 3) ผลประโยชน์ที่ได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อมจากตำแหน่งหน้าที่ 4) ความซื่อสัตว์สุจริตของบุคคล

5) ความบกพร่องในระบบการแต่งตั้ง/โยกย้าย/เลื่อนตำแหน่ง 6) การแทรกแซงของนักการเมือง และ 7) สภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม มีผลที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ

ในการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ พบว่า มีวิธีการที่หลากหลายแตกต่างกัน ดังนี้

- ข้าราชการที่ต้องการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง/แต่งตั้ง/โยกย้าย อาจจะติดต่อกับคนใกล้ชิด คนสนิท ของผู้มีอำนาจซึ่งมีทั้งข้าราชการและนักการเมือง

- คนใกล้ชิด คนสนิทของผู้มีอำนาจเป็นผู้ติดต่อกับข้าราชการที่อยู่ในข่ายจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง/แต่งตั้ง/โยกย้าย

- ข้าราชการที่หวังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง/แต่งตั้ง/โยกย้าย พยายามทำตัวใกล้ชิดรับใช้ผู้มีอำนาจเพื่อผลประโยชน์ดังกล่าว

สำหรับผลประโยชน์ตอบแทนของการซื้อขายตำแหน่ง อาจจะอยู่ในรูปของตัวเงิน ในบางตำแหน่งจะมีการระบุตัวเลขที่ชัดเจน หรืออาจจะเป็นในรูปผลประโยชน์อื่นๆ ดังนี้

- ข้าราชการที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง/แต่งตั้ง/โยกย้าย อาจจะใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของตนเอื้ออำนวยความสะดวกหรือผลประโยชน์แก่ ผู้มีอำนาจในภายหลัง อาจจะช่วยเหลือเกี่ยวกับการเลือกตั้งถ้าผู้มีอำนาจเป็นนักการเมือง

- การให้ของขวัญ ของกำนับที่มีมูลค่าสูง ในวาระต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันเกิด เป็นต้น

- การใช้ความสนิทสนม คุ้นเคย เข้าไปรับใช้เป็นการส่วนตัว

ในส่วนของเงินที่จะใช้ในการซื้อขายตำแหน่ง ในบางกรณีเป็นเงินของผู้ที่ต้องการซื้อตำแหน่งเอง

แต่สำหรับกรณีที่ตำแหน่งนั้นๆ เป็นตำแหน่งในระดับสูง และถ้าหน่วยงานนั้นๆ เป็นหน่วยงานที่มีโครงการในการจัดซื้อ จัดจ้าง จำนวนมาก และในวงเงินสูง ข้า ราชการที่พยายามจะเข้าสู่ตำแหน่งนั้นๆ จะติดต่อกับพ่อค้า นักธุรกิจที่ประสงค์จะได้ทำงานในโครงการดังกล่าว เพื่อขอให้รวบรวมเงินเพื่อที่จะจ่ายให้แก่ผู้มีอำนาจเป็นการซื้อตำแหน่ง โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าวก็จะเอื้ออำนวยให้แก่พ่อค้า นักธุรกิจนั้นๆ ได้รับงานของหน่วยงาน

สำหรับผลกระทบของการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการนั้นอาจสรุปได้เป็น 2 ระดับ คือ

1) ผลกระทบต่อข้าราชการในหน่วยงาน ทำให้ข้าราชการหมดขวัญและกำลังใจในการทำงาน โดยเฉพาะข้าราชการที่มีความตั้งใจในการทำงาน หมดศรัทธาและขาดการยอมรับในตัวผู้บังคับบัญชา ทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยเกิดพฤติกรรมเลียนแบบในการซื้อขายตำแหน่ง และทำให้ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถขาดโอกาศที่จะเจริญก้าวหน้า

และ 2) ผลกระทบต่อระบบราชการโดยรวมเนื่องจากเมื่อมีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่ง แต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่ง ทำให้ไม่ได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งส่งผลเสียหายต่อระบบราชการ

ในรายการการวิจัยดังกล่าว ยังได้สำรวจวิธีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการแบ่งแยกเป็นกระทรวง ดังต่อไปนี้

กระทรวงมหาดไทย

1. การซื้อขายตำแหน่งมักกระทำผ่านคนใกล้ชิด คนสนิท หรือคนที่ไว้วางใจสังเกตเห็นได้จากการที่อธิบดี มักจะแต่งตั้งบุคคลที่ตนเองไว้วางใจมาเป็นผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการกองคลัง และเลขานุการกรม ทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปได้โดยง่าย

2. ข้าราชการระดับสูงมักจะมีการซื้อขายตำแหน่งโดยใช้อิทธิพลของนักการเมือง และนักการเมืองเหล่านี้มักต้องการผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินทุน หรือพรรคพวกเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

3. การให้ของขวัญเนื่องในโอกาสต่างๆ เช่น วันเกิด วันปีใหม่ วันแต่งงานบุตร แต่อาจมีการแนบสิ่งของมีค่า เช่น เงินสด หรือทองคำ

4. วิธีการซื้อขายตำแหน่งมีหลายวิธีตั้งแต่ซื้อขาด ซื้อแบบผ่อนส่งโดยมีเงินดาวน์ (ส่งส่วยกันตลอดชีวิต) ซึ่งคิดว่าไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ เพราะผู้มีอำนาจของเมืองไทยประเภทที่ยอมแก้ระบบให้ดีแล้วตัวเองและพวกพ้อง สูญเสียประโยชน์และโอกาสคงหาได้ยาก

5.อาศัยความสนิทสนมคุ้นเคยเป็นส่วนตัวกับผู้มีอำนาจ อาศัยความสนิทสนมหรือเป็นญาติกับคนสนิท หรือผู้ติดตามผู้มีอำนาจ อาศัยภรรยาของตนเองเพื่อติดต่อกับภรรยาของผู้มีอำนาจ

6. การยอมรับใช้ในฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้ง เช่น การหาคะแนนเสียงให้กับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

7. อาศัยฝีมือในการปฏิบัติหน้าที่จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาการ ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายในงานที่ได้รับมอบโดยไม่ขัดแย้งผู้ บังคับบัญชา หรือขัดแย้งบ้างในบางกรณีที่ขัดกับกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ ความดีความชอบขึ้นอยู่กับความสามารถในการปฏิบัติงานถูกใจผู้บังคับบัญชา หรือความดีความชอบจะได้แก่บุคคลที่ใกล้ชิดและสละเวลาส่วนตัวมาก เช่น ตำแหน่งเลขานุการ หรือผู้ใช้เวลาว่างไปเยี่ยมผู้บังคับบัญชา

8. การซื้อขายตำแหน่งเป็นการสมยอมกันระหว่าง 2 ฝ่าย ส่วนมากจะเป็นนักการเมืองเข้ามาดำเนินการ

กระทรวงศึกษาธิการ

1. ปัจจุบันมีการซื้อขายตำแหน่งต่างๆ กันอย่างแพร่หลายในระบบราชการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งสูงระดับผู้บริหาร จะเกาะติดเหนียวแน่นกับนักการเมือง (ส่วนมากเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศชาติ) ซึ่งแก้ไขได้ยากมาก

2. การใช้ระบบใบฝาก/ใบสั่งจากผู้มีอิทธิพล นักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

3. การใช้นายหน้าในการติดต่อซื้อขายตำแหน่งแทนที่จะมีการติดต่อกันโดยตรง

4. การซื้อขายตำแหน่งอาจจะกระทำในรูปของการทำผลประโยชน์ให้ การให้ของขวัญ

5. การดูแลรับรองผู้ใหญ่ระดับสูง ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการไปตรวจงาน ตรวจเยี่ยม หรือไปเที่ยวเตร่หาความสุขของผู้ใหญ่ เช่น ไปตีกอล์ฟ คนที่หาเงิน (ซึ่งก็คือรีดไถจากพ่อค้า ประชาชน) ได้เก่ง ก็มีสิทธิใกล้ชิดเจ้านาย กลายเป็นมือขวาเจ้านายไม่ต้องทำงานก็ได้ดี ถึงเวลาก็ได้เลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษ เงินเดือนสูง ก้าวหน้าเร็ว ขณะเดียวกันคนที่ไม่สามารถรีดไถมารับรองผู้ใหญ่ก็ไม่ก้าวหน้า ระบบไปตรวจงานของผู้ใหญ่ไม่มีประโยชน์กับทางราชการ นอกจากประโยชน์กับตัวผู้ใหญ่เอง ได้กิน ได้เที่ยว ได้พักผ่อน ได้ของฝากแพงๆ ดีๆ

6. สามารถหาทุกสิ่งทุกอย่างให้ผู้บังคับบัญชาได้ตามที่ผู้บังคับบัญชาต้องการ แม้จะต้องเสียทรัพย์สินต่างๆ เป็นจำนวนมาก

7. คอยประจบเอาใจผู้บังคับบัญชาเป็นพิเศษ

8. เป็นผู้ที่ใกล้ชิดและคอยรับใช้ผู้ใหญ่ ทำให้มีโอกาสก้าวหน้ากว่าที่ทำงานแต่ในหน้าที่

9. สามารถทำทุกอย่างให้ผู้บังคับบัญชาได้โดยไม่มีข้ออ้าง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

1. นักการเมืองใช้อำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมากเกินไป นักการเมืองทุกระดับจะมีอิทธิพลเหนือข้าราชการประจำ ผู้ที่ต้องการตำแหน่งจะเข้าหานักการเมืองเพื่อใช้อำนาจบีบผู้บังคับบัญชา

2. การซื้อขายตำแหน่ง จ่ายเป็นเงิน จ่ายเป็นทรัพย์สิน สร้าง/ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อของมีค่า เพชรแหวนเงินทอง เป็นของกำนัล

3. บุคคลที่มีพรรคพวกมักจะวิ่งเต้น เพื่อให้ได้ตำแหน่งและความก้าวหน้าในชีวิตราชการ เนื่องจากมีข้อเปรียบเทียบว่าบุคคลที่ไม่ได้วิ่งเต้น โอกาสก้าวหน้ามีน้อย จะอาศัยความรู้ ความสามารถโดยเฉพาะอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีผู้บังคับบัญชาคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ซึ่งอาจจะมีการตอบแทนเป็นเงินบ้างหรือคอยรับใช้ใกล้ชิด หรือหมั่นให้ของกำนัลแก่ผู้บังคับบัญชา

4. การวิ่งเต้นต้องผ่านหลายด่าน ยิ่งตำแหน่งที่มีช่องทางหาผลประโยชน์จะวิ่งกันหนักและจ่ายหนักด้วยเช่นกัน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานการเจ้าหน้าที่ และเลขานุการส่วนตัวของผู้ใหญ่จะทำหน้าที่เป็นกันชนให้ มีเทคนิควิธีการรับผลประโยชน์ที่แยบยลยากแก่การจับผิดได้

5. การแต่งตั้ง โยกย้ายบางตำแหน่งนอกเหนือจากการใช้วิธีเล่นพรรคเล่นพวก ระบบญาติพี่น้อง ต้องการตอบสนองต่อผู้มีอำนาจแล้วยังมีการใช้เงิน รับผลประโยชน์ต่างๆ จากผู้ที่มีอำนาจ เช่น มีการโอนเงินให้ผู้ที่มีอำนาจเป็นงวดๆ หรือผู้ที่มีอำนาจให้ผู้ที่ใกล้ชิดไปดูแลผลประโยชน์ของตน

6. ผู้บริหารระดับสูงในส่วนกลางมักจะดูแลสนับสนุนบุคคลที่คอยเลี้ยงดูต้อนรับ บริการเวลาไปตรวจราชการต่างจังหวัด เป็นกระบวนการได้มาของตำแหน่ง

7. ทุจริตในการสอบคัดเลือก เช่น ทราบข้อสอบก่อน มีการกำหนดรายชื่อผู้ที่สอบได้ไว้ก่อน

กระทรวงคมนาคม

1. การซื้อขายตำแหน่งทางตรง (เป็นตัวเงิน) โดยจ่ายเป็นค่านายหน้าหรือค่าดำเนินการวิ่งเต้น เจรจา ต่อรอง ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งใหญ่ๆ และเกี่ยวข้องกับการเมือง

2. การซื้อขายตำแหน่งทางอ้อม (เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน) มีมากในระดับหัวหน้าส่วนราชการระดับกลางถึงสูง เกิดขึ้นระหว่างผู้วิ่งเต้นต้องการตำแหน่งกับเจ้านายระดับสูงกลุ่มพ่อค้าผล ประโยชน์

3. การเข้าหาผู้บริหารระดับสูง หรือนักการเมืองเพื่อขอการสนับสนุน และอาจมีการมอบของกำนับเป็นสิ่งตอบแทน หรือการสัญญาว่าจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ให้การสนับสนุน

4. การซื้อขายตำแหน่งมักจะมีผู้แทนของผู้ที่มีอำนาจรับหน้าที่เป็นผู้ติดต่อและ ประสานงานเพื่อเรียกรับเงินจากผู้ซื้อตำแหน่ง และกลุ่มนักการเมืองหรือธุรกิจการเมือง ซึ่งอาจจะไม่เป็นตัวเงินแต่เป็นประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ เช่น เมื่อ วิ่งเต้นได้ตำแหน่งก็จะดูแลเจ้านายเป็นอย่างดีในลักษณะอุปถัมภ์ค้ำจุน คอยให้ความสะดวกทุกเรื่องหรือช่วยวิ่งเต้นในเรื่องการของบประมาณ

กระทรวงสาธารณสุข

1. การซื้อขายตำแหน่งจะมีคนกลางหรือหน้าม้าเป็นผู้ติดต่อ โดยแต่ละตำแหน่งจะกำหนดราคาไว้มักจะได้ยินจะเป็นในวงการข้าราชการตำรวจ และในวงการอื่นๆ บางครั้งตำแหน่งนั้นถูกหลายคนหมายปองก็จะมีการแข่งราคากัน (โดยผ่านคนกลาง) ผู้ใดให้ราคาสูงกว่าก็จะได้ตำแหน่งนั้น

2. นักการเมืองมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพื่อเอื้อประโยชน์กัน

กระทรวงการคลัง

1. มีการแต่งตั้งไว้ก่อนที่จะมีการสอบ ซึ่งอาจจะเป็นไปตามคำขอ การฝากของผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า เช่น รัฐมนตรี นักการเมือง หรือผู้ที่มีอิทธิพล

2. คณะกรรมการที่ออกข้อสอบบางท่านได้มีการเปิดเผยข้อสอบให้แก่บุคคลที่จะสอบทราบก่อน

3. แก้คำตอบของข้อสอบจากผิดให้เป็นถูกในขั้นตอนการป้อนคำตอบใส่คอมพิวเตอร์

4. การวิ่งเต้นผ่านนักการเมือง

5. สร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย หรือบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ โดย การเสนอเงินให้โดยถูกต้องตามกฎหมาย (เช่น ในรูปเงินสินบนรางวัล) หรือหากให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้นจะตอบแทนโดยการดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้ มีอำนาจและครอบครัวใน ทุกๆ เรื่อง หรือการขอให้โยกย้ายไปอยู่ในที่ที่ดีมีเงินทองที่สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมได้

6. ผู้ใกล้ชิดหรือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไว้เนื้อเชื่อใจเป็นผู้ดำเนินการจัดหาติดต่อรวบรวมโดย มีกลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ เป็นผู้สนับสนุนออกทุนให้ ผลประโยชน์ที่ผู้สนับสนุนได้รับ เช่น สัมปทานนำสินค้าเข้าโดยเสียภาษีเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือจะแบ่งกันไปตามสัดส่วน

7. บางครั้งเงินก็ไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ในการแต่งตั้งโยกย้ายยังมีวิธีการอื่นๆ เช่น ให้ของฝากที่มีราคาแพง พาไปตีกอล์ฟเมืองนอก เป็นต้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

1. การซื้อขายตำแหน่งผู้ที่มีบทบาทมากที่สุด คือ นักการ เมืองระดับชาติ เมื่อเข้าไปในรัฐบาลก็จะปูพื้นฐานทางการเมืองโดยวิธีแต่งตั้งคนของตนเองรอง รับฐานเสียงไว้ผลประโยชน์ที่นักการเมืองรับจากข้าราชการประจำไม่ได้รับคราว เดียวในวันที่รับตำแหน่งแต่จะรับในรูปแบบให้บริการอื่นๆ

2. ปัจจุบันข้าราชการตำแหน่งจะวิ่งเข้าหานักการเมืองเพื่อหวังประโยชน์ในการ แต่งตั้งและมักจะได้ผลเพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูงบางนายก็มาจากนักการเมือง สนับสนุนหรือเกรงอำนาจนักการเมืองซึ่งอาจจะถูกโยกย้าย หากไม่ปฏิบัติตามความประสงค์ของนักการเมือง

3. นักการเมืองใช้อำนาจที่ตนมีอยู่สนั่งการผู้บังคับบัญชาให้แต่งตั้งบุคคลที่ ตนต้องการสนับสนุน หากไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นธรรมเนียมที่ให้ข้าราชการต้องปฏิบัติอย่างนั้น เพื่อความอยู่รอดของตนเอง

4. ผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย เลื่อนตำแหน่ง ใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม มักใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อสร้างกฎให้ปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจและ ป้องกันการตรวจสอบ

5. การติดต่อซื้อขายตำแหน่งเริ่มจากติดต่อกับผู้รู้จักกับเจ้านายก่อน เพื่อให้ประสานงานให้ หากตกลงหรือรับเงื่อนไขได้ ก็จะดำเนินการต่อไปจนได้รับแต่งตั้ง/โยกย้าย

6. การซื้อขายตำแหน่งปัจจุบันมักจะเป็นกลุ่มพ่อค้าที่เข้าไปคลุกคลีเพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนให้พ้นจากการจับกุม โดยช่วยเหลือเรื่องเงินมาตลอด เมื่อตำรวจให้ความช่วยเหลือกลุ่มพ่อค้าเหล่านี้ก็จะให้ความช่วยเหลือโดยวิ่งเต้นผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้

7. เมื่อประมาณ 10 ปี ที่ผ่านมาจะมอบสินบนหรือน้ำใจให้ไปทั้งหมด เมื่อได้รับการแต่งตั้งซึ่งเป็นการตอบแทนเด็ดขาดไม่มีข้อผูกพันต่อกัน หลังจากนั้นจึงมีการเปลี่ยนไปเป็นให้เงินก้อนแต่จำนวนไม่มาก เมื่อได้ตำแหน่งแล้วจึงผ่อนเป็นรายเดือน จำนวนเงินจะมากหรือน้อยแล้วแต่ตำแหน่ง คล้ายกับซื้อรถยนต์ที่ดาวน์แล้วมาผ่อนต่อ วิธีนี้ทั้งผู้ให้และผู้รับจะชอบเพราะผู้ให้ก็ได้รับความคุ้มครองให้ดำรง ตำแหน่งอยู่เพื่อจะได้มีเงินมาผ่อนต่อไป ผู้รับก็ได้ประโยชน์ตรงไม่ได้มีความรู้สึกว่าได้รับเงินค่าวิ่งเต้นโยกย้าย

8. ในช่วงที่จะมีการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือเลื่อนตำแหน่ง ผู้ที่มีสิทธิทั้งหลายมักใช้วิธีไปคลุกคลีทำความสนิทสนมคุ้นเคย รับใช้ผู้ที่คิดว่าสามารถให้ความช่วยเหลือหรอืแต่งตั้งให้ตนเองหรอืพรรคพวก ได้ โดยเฉพาะนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง และเมื่อมีคำสั่งบุคคลเหล่านี้ ก็มักจะมีรายชื่อได้รับการแต่งตั้ง

9. เป็นการสมยอมทั้งฝ่ายมีอำนาจแต่งตั้ง และฝ่ายอยากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1252935309&catid=02

ลำดับความเป็นมากรณีปราสาทพระวิหาร

ประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในข่าวครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาเขตแดนของไทยและกัมพูชา แต่ที่มันแก้ยากมากขึ้น เพราะกลุ่มพันธมิตรเอาเรื่องนี้มาจุดกระแสคลั่งชาติ และร่วมมือกับนักการเมืองใช้ประเด็นนี้ทำลายกันทางการเมือง โดยบิดเบือนข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายอย่างไร้ความละอาย หวังแต่จะเอาชนะและทำลายคนอื่นโดยอาศัยความเท็จ แต่พอตนเองมีหน้าที่ในการแก้ปัญหา กลับไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ยังพยายามโยนอุจจาระให้คนอื่น เพื่อให้ผู้อ่านไม่เป็นเหยื่อของพวกคลั่งชาติ และนักการเมืองประเภทพูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น และเติบโตด้วยความเท็จ ลองมาดูข้อเท็จจริงพอสังเขปในเรื่องนี้ดังนี้

1. ในปี 2505 ไทยแพ้คดีในศาลโลกในคดีที่หม่อมเสนีย์ ปราโมช ว่าความ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์จึงจำใจ และจำยอมยกปราสาทพระวิหารและที่ดินใต้ปราสาทให้กัมพูชาตามคำตัดสินของศาลโลก เมื่อ 46 ปีที่แล้ว นายสมัครหรือนายนพดล ไม่ใช่คนยกปราสาทให้กัมพูชา
เดิมไทยใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตกับกัมพูชา แต่หลังจากยกปราสาทให้กัมพูชาไปแล้ว ไทยจึงทำแผนที่ประเทศบริเวณนั้นใหม่ โดยตัดพื้นที่ปราสาทออกจากราชอาณาจักรไทยและกันออกไปให้อยู่ในเขตกัมพูชา ที่เรียกว่าแผนที่ชุด L 7017 ทุกหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งกองทัพไทย และกระทรวงต่างประเทศถือว่าเส้นเขตแดนไทยกับกัมพูชาเป็นไปตามแผนที่ชุด L 7017

นายกฯ อภิสิทธิ์โกหกในสภาตอนเป็นฝ่ายค้านว่าพื้นที่ใต้ปราสาทยังเป็นของไทย แต่เผลอลืมไปว่าในปี 2541 ตอนเป็น รมต ในครม ชวน ตนเองก็ออกแผนที่ประกาศเขตอุทยานเขาพระวิหารตามแผนที่ L 7017 และระบุว่า เส้นบริเวณปราสาท เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ไทยและกัมพูชา ที่น่าละอายก็คือพอตนเองทำนั้น บอกทำได้ แต่พอคนอื่นทำ บอกว่าจะทำให้เสียดินแดน

2. กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพไทยยืนยันว่าไทยยกทั้งปราสาทและที่ดินใต้ ปราสาทให้กัมพูชา เพราะศาลโลกตัดสินว่า “ ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา “ แต่พรรคปชป. และนายอภิสิทธ์ เห็นว่าไทยยกให้เฉพาะตัวปราสาท แต่ที่ดินใต้ตัวปราสาทยังเป็นของไทย ดังนั้นเมื่อพรรคปชป.เป็นรัฐบาล ก็ต้องเจรจาเอาที่ดินกลับมาตามที่โจมตีท่านสมัครและนายนพดล ตอนตัวเองเป็นฝ่ายค้าน หรือหากสงสัยก็ยื่นขอให้ศาลโลกตีความความหมายหรือขอบเขตคำพิพากษาได้ ตามธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 ซึ่งยื่นได้ตลอดเวลา ไม่มีอายุความ ประเด็นคือ อภิสิทธิ์กล้าพอไหม?

3. ปี 2549 กัมพูชาไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยแผนที่ที่ยื่นนั้นมันรุกล้ำและผนวกอาพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกม. ที่ไทยอ้างสิทธิเข้าไปด้วย กล่าวคือกัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียน a) ตัวปราสาท และ b) พื้นที่ทับซ้อน

4. ปี 2550 ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ไทยคัดค้านไม่ให้เขาเอา b) พื้นที่ทับซ้อน ไปขึ้นทะเบียน จนคณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทจากปี 2550 ไปเป็น ก.ค. 2551

5. เดือน ก.พ. 2551 รัฐบาล คมช. หมดวาระลง รัฐบาลสมัครเข้ามาจึงต้องรับช่วงแก้ปัญหา และรัฐบาลเสมือนถูกไฟลนก้น เพราะเหลือเวลาเพียง 5 เดือนก่อนประชุมมรดกโลกในเดือน ก.ค. 2551 และต้องเร่งเจรจาให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออกก่อนให้ได้ เพราะแผนที่ที่กัมพูชายื่นคาไว้ตั้งแต่ปี 2549 มันผนวกเอาพื้นที่ทับซ้อนเราไปขึ้นทะเบียนไว้

6. พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกม. นี้ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ ไทยก็อ้างเป็นเจ้าของ กัมพูชาก็อ้างว่าเป็นเจ้าของ กัมพูชาไม่เคยยอมรับว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน เพราะกัมพูชาเห็นว่าศาลโลกตัดสินในปี 2505 ชัดเจนแล้วเรื่องเส้นเขตแดน โดยยึดเอาเส้นเขตแดนสยามฝรั่งเศส แต่ไทยไม่เห็นด้วยกับกัมพูชา เพราะไทยอ้างว่าศาลโลกไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดน

7. เมื่อต่างคนต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อน ต่างฝ่ายจึงต้องแสดงการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่เพื่อไม่ให้ตนเองเสีย สิทธิ เช่นการส่งคนเข้าไปอยู่ การส่งกำลังทหารเข้าไปครอบครองไว้ เพื่ออ้างว่าเป็นของตน และในระหว่างนั้นก็เจรจากัน โดยไม่รบกัน หลายประเทศเลือกการพัฒนาร่วมกันไปก่อนจนกว่าจะมีการปักปันของคณะกรรมการชุด ต่างๆ และนี่คือแนวทางที่ตกลงกันในคำแถลงการณ์ร่วม

8. รัฐบาลสมัคร และนายนพดล จึงพยายามเจรจาให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออก และห้ามนำไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพราะหากกัมพูชาขึ้นทะเบียนพื้นที่ทับซ้อนเป็นมรดกโลกสำเร็จ ไทยจะสุ่มเสี่ยงเสียอธิปไตยในพื่นที่ทับซ้อน ส่วนตัวปราสาทนั้นไทยแพ้คดีที่ศาลโลกในปี 2505 และจำใจยกปราสาทให้เขาไป 46 ปีที่แล้ว เขาจะขึ้นทะเบียนก็เป็นเรื่องของเขา เราห้ามเขาไม่ได้

มีคำถามว่าทำไมไทยไม่ยื่นขอขึ้นทะเบียนร่วม คำตอบก็คือ ในอดีตไทยเคยขอขึ้นทะเบียนร่วม แต่ถูกกัมพูชาปฏิเสธมาแล้ว และงานเฉพาะหน้าของรัฐบาลสมัครคือการเร่งเจรจาตัดพื้นที่ทับซ้อนออกก่อน ก.ค. 2551 ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนร่วม เพราะการขอขึ้นทะเบียนต้องยื่นล่วงหน้าหลายปี

9. การดำเนินการที่รัฐบาลสมัครและนายนพดลทำไปนั้น ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน หน่วยงานของรัฐและข้าราชการประจำทุกฝ่ายร่วมกันทำ และเห็นด้วย เช่นกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กรมแผนที่ทหาร ครม พล.อ. อนุพงษ์ ผบทบ. พล.อ. วินัย ภัทยกุล เห็นด้วย

10. หากรัฐบาลสมัครและนายนพดลไม่คัดค้านอย่างแข็งขันและเจรจาจนสำเร็จ กัมพูชาจะผนวกเอาพื้นที่ทับซ้อนไปขึ้นทะเบียนด้วย เราจะแย่กว่านี้ พวกเขาเป็นผู้ปกป้องดินแดนไทย

11. ที่กัมพูชาส่งทหารเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน และไทยก็ทำเช่นกัน ก็เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และอ้างสิทธิ

12. การทูตนั้นต้องเจรจา และรักษาไมตรีไว้ หากทำตามแนวทางของรัฐบาลสมัครจะรักษาได้ทั้งดินแดน และไมตรี

13. คำแถลงการณ์ร่วมที่ครม.สมัครอนุมัติให้นายนพดล ไปเซ็นนั้นขณะนี้สิ้นผลไปแล้วตามหนังสือยืนยันของ รมต ต่างประเทศกัมพูชา และตอนที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกในเดือน กค. 2551 นั้น คณะกรรมการมรดกโลกก็ห้ามไม่ให้นำคำแถลงการณ์ร่วมเข้าประกอบการพิจารณาตามที่ ไทยขอระงับผลตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง แสดงว่าไทยจะสนับสนุนการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทหรือไม่ ก็ไม่ได้มีความสำคัญเลย กัมพูชาก็ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทได้อยู่ดี

14. คำแถลงการณ์ร่วมทำให้กัมพูชายอมรับเป็นครั้งแรกว่ามีพื้นที่ทับซ้อน ทั้งๆที่ปฏิเสธมาโดยตลอด และโชคดีที่ในการประชุมที่แคนาดาที่ผ่านมา กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยไม่เอาพื้นที่ทับซ้อนขึ้นทะเบียนด้วย โชคดีที่เขาทำตามแนวทางของแถลงการณ์ร่วม แม้ว่ามันไม่ผูกพันเขาเพราะไทยระงับผลไว้ก็ตาม

15 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าคำแถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนทำขึ้น เพราะ 1. คำแถลงการณ์ร่วม” อาจมีบทบัญญัติเปลี่ยนแปลงอาณาเขต.” และ 2. เป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินผิดเพราะ

1) คำแถลงการณ์ร่วมไม่เป็นหนังสือสัญญา แต่เป็นเพียงแถลงการณ์ทางการเมิอง และคู่กรณีไม่มีเจตนาผูกนิติสัมพันธ์กัน ซึ่งยืนยันได้จากหนังสือของ รมต ต่างประเทศกัมพูชาที่ระบุว่า กัมพูชาไม่เห็นว่าคำแถลงการณ์ร่วมเป็น international treaty (สนธิสัญญาระหว่างประเทศ)

2) ประการที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเกินที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ในมาตรา 190 โดยเติมคำว่า “ อาจ” เข้าไป และ

3) ประการที่สาม ข้อความที่ว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและ สังคม เป็นบทบัญญัติใหม่ ครอบจักรวาล มีปัญหา และขาดความชัดเจน และเจตนารมณ์หมายถึงข้อตกลงเขตการค้าเสรี มากกว่าจะเป็นหนังสือ
ประเภท คำแถลงการณ์ร่วม

บทความที่เกี่ยวข้อง

*ปราสาทพระวิหารเชิงวิพากษ์ แนวพินิจศาลปกครองไทย

บทเรียนราคาเเพงหลังปฏิวัติ


หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจ… ผู้เขียนเมื่อตัดสินใจจะทำ
ก็รีบลงมือทันที นับว่าเขามีพลังกล้าคิดกล้าทำอยู่เต็มเปี่ยม…ขึ้นต้น
ประโยคแรก ด้วยคำว่า “เอาเลยหนึ่ง…” ก็ยิ่งชวนให้น่าอ่านและน่า
สงสัย…มีความรู้สึกว่า “เจ้าหมอนี่กล้าคิดนะ…แล้วคิดอะไรของมัน…”
ถ้าท่านผู้อ่านยังไม่เคยรู้จักและเห็นหน้าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้
คงจะนึกจินตนาการถึงรูปร่าง หน้าตา และบุคลิกลักษณะของเขาไปต่างๆ
นานา แต่พอได้สัมผัสที่หน้าปก ผมเชื่อว่าหลายท่านจะต้องฟันธงใน
ใจ…ไอ้เจ้าหมอนี่มันแน่จริงๆ ที่กล้าทำท่าทางเลียนแบบ พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่ง
เพิ่มความฉงน…อะไรคือสาเหตุทำให้เขามีแรงบันดาลใจในการเขียน
หนังสือชื่อ บทเรียนราคาแพง…หลังปฏิวัติ (WHAT HAPPENED)
เมื่อดูจากหน้าปกก็น่าสนใจแล้ว เมื่อไล่อ่านทีละหน้าๆ เนื้อหา
ทั้งหมดได้รวบรวมเอาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยหลังการ
ปฏิวัติ ซึ่งแต่ละตอนล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้น อาทิเช่นตอน สื่อต่างชาติ
เข้าใจผิดโยงสถาบันฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีนี้เป็นปีที่ในหลวงครอง
ราชย์ครบรอบ 60 ปี มีการจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โตมโหฬาร กษัตริย์
ทั่วโลก ผู้นำทั่วโลกต่างบินมาถวายพระพร และแสดงความยินดีกับพ่อ
หลวงของเรา แต่ใครจะคาดคิดว่า พวกเราบางกลุ่มกลับมีความคิดแตก
แยก ขาดความสามัคคีกัน มิหนำซ้ำยังทำการปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน
เสียอีก นับเป็นบทเรียนที่น่าอดสูยิ่งนักสำหรับชาวไทยทุกคน…แต่สิ่งที่…more>

บทเรียนราคาเเพงหลังปฏิวัติ   โดย ไชยนิรันดร์ พยอมแย้ม

การลดกรรม 45 อย่าง

การลดกรรม 45 อย่าง มาทำความดี ละเว้นความชั่วกันดีกว่าค่ะ

1. กรรมที่ไม่มีลูก
กรรมจาก การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น
พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น
ลดกรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ
ปล่อยนกปล่อยปลา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือ มูลนิธิเด็กอ่อน *

2. เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย
กรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์
ลดกรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา
ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์ ทำบุญปล่อยเต่า
งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต

3. ตาบอดหรือเป็นโรคตา
กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน
หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ
ลดกรรม ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย
เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพระ บริจาคเงินในกล่อง
ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด *

4. ถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย
กรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น
มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ
ลดกรรม หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ *

5. สูญเสียคนใกล้ชิด
กรรมจาก เคยยิงนกตกปลา
ลดกรรม ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต
หรือกินเจทุกๆ 3 เดือน ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา *

6.ถูกนินทา ถูกให้ร้าย

กรรมจาก เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน
ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์
พูดให้ผู้อื่นมีความสุข *

7. มักเดือดร้อนเพราะไฟ ไฟไหม้บ้าน ไฟดูด
กรรมจาก เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา
ลดกรรม ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ
หรือทุกๆเดือนในวันพระ ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่ายฟรี *

8. ขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร
กรรมจาก ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ
ลดกรรม ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆในงานศพ
เช่นทำอาหาร จัดดอกไม้ *

9. ตั้งหลักปักฐานไม่ได้ โยกย้ายบ่อย
กรรมจาก ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แก่วัดวาอารามต่างๆ
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต

หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย *


10. มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียน*

กรรมจาก ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช
ลดกรรม บวช ด้วยจิตศรัทธาปวารถาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจะบวช 7 วัน
หรือ 15 วัน 1 เดือน 1 พรรษา แล้วแต่จิตศรัทธา ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์ หรือถือศีล 8
ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา หรือร่วมทำบุญงานบวชอย่างสม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้ * อ่านต่อ>

พลิกพ.ร.บ.ตำรวจฯ ต้านการเมืองแทรก”สีกากี” “มาร์ค” ระวัง! “ม.157″

พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ10) รักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยอ้างเหตุผลว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ไปราชการที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 12-18 สิงหาคม 2552

กลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงในทางลบไปทั้งเมือง!

โดย คำสั่งดังกล่าวอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 72(1) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ปัญหาก็คือ คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่?

ในมาตรา 72 (1) พ.ร.บ.ตำรวจฯ บัญญัติไว้ว่า

“ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใด ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้ สั่งข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้

(1) นายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ”

ตามบทบัญญัติข้างต้นจะเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจออกคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจที่เห็นสมควร รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ

ประการที่ 1 เมื่อตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่างลง

ประการที่ 2 เมื่อผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้

ความ ในประการที่ 1 การว่างลงของตำแหน่งนั้น อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งตาย หรือถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรง ปลดออก ไล่ออก หรือลาออกจากราชการ เป็นต้น

ซึ่งส่งผลให้ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งดัง กล่าว อาจจะทำให้ราชการได้รับความเสียหาย กฎหมายจึงบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ได้

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. กฎหมายกำหนดให้ รอง ผบ.ตร.ที่มีอาวุโสตามระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้รักษาราชการแทน โดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของทาง ราชการ (พ.ร.บ.ตำรวจฯมาตรา 72 วรรคสอง) ซึ่งผู้รักษาราชการแทนนี้ มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ ผบ.ตร.หรือเช่นเดียวกับผู้ที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.

ตาม นัยนี้เห็นได้ชัดว่าการที่นายกฯอภิสิทธิ์ สั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียรรักษาราชการแทน ผบ.ตร. จึงไม่ใช่เป็นการว่างของตำแหน่ง ผบ.ตร.แต่อย่างใด

ความในประการที่ 2 นั้น เมื่อผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ น่าจะเป็นเหตุผลที่นายกรัฐมนตรี นำมาเป็นเหตุในการให้ พล.ต.อ.วิเชียร รักษาราชการแทน ผบ.ตร.

ประเด็นปัญหาก็คือคำว่า “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้” มีความหมายใด และ ผบ.ตร.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จริงหรือ?

ดัง นั้นต้องมาตีความคำว่า “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้” นั้น น่าจะหมายถึงลักษณะทางกายภาพที่ทำให้ ผบ.ตร.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ในลักษณะถาวร

หรือเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องยาวนาน และในระยะเวลาดังกล่าว จำเป็นที่ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยตนเอง แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งไม่อยู่หรืออยู่แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (เพราะเหตุข้างต้น) จึงจำเป็นต้องตั้งผู้รักษาราชการแทน เช่น ผบ.ตร. เจ็บป่วยหนัก หรือไปราชการต่างประเทศหลายวัน เป็นต้น

ในกรณีเช่นนี้ การตั้งผู้รักษาราชการแทน จึงชอบด้วยเหตุผลสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย แต่หากเป็นกรณีที่ ผบ.ตร.ไม่ได้เจ็บป่วยหนักหรือไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ หรือมิได้ลาราชการด้วยเหตุใด การไปราชการ ณ ที่ใดๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะถูกสั่ง ถูกบีบ หรือไม่ก็ตาม กรณีเช่นนี้ถือว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอตามกฎหมายที่จะแต่งตั้งผู้รักษาราชการ แทนแต่อย่างใด

ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.ยังสามารถอยู่ปฏิบัติหน้าที่ราชการได้เป็นอย่างดี

ดังจะเห็นได้จากการทำหนังสือแจ้งผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชาตนเองว่าได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติแล้ว หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

การที่นายกฯอภิสิทธิ์สั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปราชการภาคใต้ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้

เพราะหากมีราชการสำคัญก็สามารถกลับมาปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ภายใน 1 ชั่วโมงเศษ โดยเครื่องบินภายในประเทศ

นอกจากนั้นหากพิจารณาเหตุผลในคำสั่งแล้วจะเห็นได้ว่า สั่งเพียงให้ ผบ.ตร.ไปภาคใต้เพียงกำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการเท่านั้น

ซึ่งตามปกติไม่จำเป็นต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา หากมีราชการสำคัญก็สามารถกลับมาปฏิบัติราชการได้อย่างทันท่วงที

ดังนั้นการอ้างว่า “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้” จึงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น และอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย!?!

การสั่งให้มีรักษาราชการแทน ผบ.ตร.ในขณะที่ ผบ.ตร.ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้นั้น ก่อให้เกิดความสับสนในสังคม ประชาชน และข้าราชการตำรวจ เพราะเปรียบเสมือนประเทศไทยมี ผบ.ตร. 2 คน

หาก มีเหตุการณ์ใดที่จะต้องอาศัยคำสั่งของ ผบ.ตร.แล้วจะให้ใครเป็นผู้สั่งระหว่าง ผบ.ตร.กับผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.เพราะดูจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องอาศัยการตีความอย่างหลากหลาย

ดังนั้นกรณีที่ ผบ.ตร.ไปราชการภาคใต้ยังไม่มีเหตุผลจำเป็นและเพียงพอตามกฎหมายที่จะต้องตั้ง ผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. แต่อย่างใด!?

แต่หากมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ราชการก็ควรตั้ง “ผู้ปฏิบัติราชการแทน” เท่านั้น ที่น่าจะเหมาะสม และอำนาจในการสั่งนั้นเป็นของ ผบ.ตร.ตามความในมาตรา 74 วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจ

โดยผู้ปฏิบัติ ราชการแทนนี้ จะมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ ผบ.ตร.ยกเว้นบางเรื่อง เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย การเงินการงบประมาณ รวมทั้งนโยบายสำคัญๆ เท่านั้น ที่เป็นอำนาจของ ผบ.ตร.หรือของผู้รักษาราชการแทน

การแต่งตั้งผู้ รักษาราชการแทนครั้งนี้จึงทำให้เข้าใจโดยปราศจากข้อสงสัยว่ารัฐบาลต้องการ เข้ามามีบทบาทหรือล้วงลูกในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจหรือไม่?

หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองดังคำกล่าวที่ว่า “เราต้องมีตำรวจเป็นของเราเอง”!?

เพราะอย่าลืมว่าหลังสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ไปราชการภาคใต้ระหว่างวันที่ 12-18 สิงหาคม

รุ่งขึ้นวันที่ 13 สิงหาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้นัดประชุม ก.ตร.เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายทันที

โดยที่ประชุม ก.ตร.มีมติให้ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 เลื่อนวันมีผลบังคับใช้ออกไปเป็นวันที่ 7 กันยายน จากเดิมกำหนดไว้ 16 สิงหาคม

นั่นแสดงให้เห็นว่าการเมืองต้องการกันไม่ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นผู้แต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ลงมาหรือไม่?

จึงมีความพยายามทุกวิถีทางด้วยการให้สัมภาษณ์ของนายกฯอภิสิทธิ์ ชี้นำตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม เป็นต้นมาหลังเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท เข้าพบที่บ้านพิษณุโลก

กระทั่ง พล.ต.อ.พัชรวาท เดินทางกลับจากจีนไม่นาน นายกฯอภิสิทธิ์ก็ให้สัมภาษณ์ชี้นำว่าจะให้ไปปฏิบัติภารกิจภาคใต้ต่อ และสุดท้ายก็มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 188/2552 ออกมา

ทั้งๆ ที่ห้วงเวลานี้ พล.ต.อ.พัชรวาท จะต้องรีบจัดทำบัญชีแต่งตั้ง “รอง ผบก.” ลงมาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากทรงลงพระปรมาภิไธยใน พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ยิ่งพลิกไปดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 195 วรรค 2 ระบุว่า บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือถือเสมือนหนึ่งว่าได้ทรงลงพระ ปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “โดยพลัน”

การยื้อเวลาโดย อ้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประกาศเรื่องในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.2547 ข้อ 4 คงไม่ถูกต้องนัก เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอยู่แล้ว

หลังจาก พล.ต.อ.พัชรวาทเสร็จสิ้นภารกิจภาคใต้แล้ว ต้องจับตาดูกันต่อไปว่านายกฯอภิสิทธิ์ จะหาช่องทางหรือบีบบังคับให้เดินทางไปโน่นไปนี่อีกหรือไม่?

เพราะนั่นเท่ากับว่าเข้ามา “แทรกแซง” โดยตรง!

อย่าลืมว่าการที่นายกฯอภิสิทธิ์ ใช้อำนาจสั่งการลักษณะนี้ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองได้รับผลกระทบด้านลบ เป็นอย่างมากทั้งในหมู่ของประชาชนและตำรวจ เพราะถือว่าการปฏิบัติราชการไม่ได้คำนึงถึงหลัก “นิติรัฐ” ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายโดยรวม

ในส่วนของ พล.ต.อ.พัชรวาท เองก็ต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจทางการเมืองที่เข้า มากลั่นแกล้งโดยไม่ชอบธรรม โดยอาศัยหลักกฎหมายตอบโต้ได้เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง

แต่ก่อนที่จะยื่นฟ้องนั้น ต้องร้องทุกข์ต่อ ก.ตร.ตาม กฎ ก.ตร.เสียก่อน มิฉะนั้นศาลปกครองจะไม่รับฟ้องตามความในมาตรา 42 วรรค 2

และหากมีหลักฐานว่าฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ครั้งนี้ ต้องยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกระทำผิดตามมาตรา 266 และ 268

ที่สำคัญต้องกล้าฟ้องคดีอาญาต่อศาลยุติธรรมตาม ป.อาญา มาตรา 157!

เพราะ การใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นการใช้สิทธิที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 421 ที่บัญญัติว่า “การใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย” อันเป็นมูลละเมิดตามมาตรา 420 เห็นควรฟ้องทางแพ่งด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องจับตาดูพฤติกรรมการเมือง ที่ถูกครหาเข้าข่ายแทรกแซงองค์กรสีกากีอย่างชัดแจ้ง โจ่งครึ่ม ครั้งนี้ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์วงการตำรวจ!

คำตอบสุดท้ายจะออกมาเช่นไร!?!

Source: มติชน

กู้(อีก) 4 แสนล้าน !

โดย คำนูณ สิทธิสมาน

From manager.co.th

วันจันทร์นี้ วุฒิสภาจะพิจารณา “ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. ….” หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พ.ร.บ.กู้ 4 แสนล้าน” ในวาระที่ 1 ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ผ่านในลักษณะ 3 วาระรวดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2552 โดยไม่มีการแก้ไขเพราะพรรคฝ่ายค้านวอล์คเอาท์

จะอภิปรายกันถึงดึกดื่นแน่ เพราะมี ส.ว.แสดงความจำนงจะอภิปรายประมาณ 60 คน

คะแนนเสียงแพ้ชนะกันคงไม่เกิน 10 เสียง

อาจจะหวุดหวิดหวาดเสียวกว่าเมื่อครั้งวุฒิสภามีมติผ่านพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ด้วยซ้ำ

พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้าน ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน – ที่วุฒิสภาอนุมัติไปแล้วด้วยเสียงเฉียดฉิว..และรัฐยังเหลือเงินสำหรับลง ทุนอยู่ 2 – 2.8 แสนล้านบาท – บวกแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งเนื้อแท้ก็คือแผนการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท ในรอบ 3 ปี ที่มีลักษณะพิเศษ 2 ประการ

- ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา

- ใช้ในลักษณะเป็นเงินนอกงบประมาณ

หรือถ้าพิจารณารวมกับการกู้เงินในงบประมาณ 2553 ที่ขาดดุลอยู่ 3.5 แสนล้าน ก็จะเท่ากับยอดกู้รวมของปีนี้เท่ากับ 1.15 ล้านล้านบาท

ผมจะโหวตไม่รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แน่นอน !

เหตุผลหลักก็อย่างที่ ผมเคยอภิปรายคัดค้านพระราชกำหนดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 โดยสรุปก็คือเพราะไม่เห็นด้วยกับหลักการของร่างพ.ร.บ.ที่ไปยกเว้นหรือขัด แย้งกับหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญถึง 2 หลัก คือ หลักการแบ่งแยกอำนาจในมาตรา 3 และหลักการใช้เงินแผ่นดินในมาตรา 166 – 170

อัปลักษณ์ที่สุดและอันตรายที่สุดของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ มาตรา 4 !

มาตรา 4 วรรคแรกระบุว่า เงินที่ได้จากการกู้ให้นำไปจ่ายตามวัตถุประสงค์โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎ หมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง วรรคสองระบุให้อำนาจกระทรวงการคลังนำไปให้กู้ต่อได้

มาตรา 4 มาตราเดียวยกเว้นกฎหมายสำคัญไป 2 ฉบับ !

คือ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และ พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. 2491

หรือจะพูดว่ายกเว้นกฎหมายหลัก 3 ฉบับก็ไม่ผิด หากพิจารณาว่านี่คือการเลี่ยง พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548

ตั้งแต่ขั้นตอนการขอตั้งงบประมาณโดยหน่วยงาน, การพิจารณางบประมาณในรัฐสภา, การจัดทำงบประมาณหลังสภาอนุมัติ, การเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละงวด ที่วิวัฒนาการของกฎหมายไทยกำหนดไว้โดยละเอียด โดยเฉพาะวิวัฒนาการสูงสุดในหมวด 8 (มาตรา 166 – 170) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเว้นหมด

นี่แหละที่ผมเคยกล่าวว่าเป็นการใช้เงินแผ่นดินอย่างอนารยะ !

แม้จะมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตาม แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 แต่ก็เป็นเมื่อสังคมมีเสียงคัดค้าน ท้วงติง และระเบียบดังกล่าวที่ผมมีอยู่ในมือเป็นเพียงตัวร่าง ไม่แน่ใจว่าจะตรงกับระเบียบตัวจริงที่น่าจะผ่านมติคณะรัฐมนตรีขั้นสุดท้าย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 นี่เองหรือไม่

มิหนำซ้ำยังหมิ่นเหม่เอาการอยู่ว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจจริงหรือไม่ ที่จะออกระเบียบไปกำหนดขั้นตอนการใช้เงินที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ

แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่ใช้เงินลงทุน 1.5 ล้านล้านบาทในรอบ 3 ปีจึงไม่ได้รับการจัดทำงบประมาณโดยสำนักงบประมาณซึ่งมีหน้าที่โดยตรง มีขั้นตอนละเอียดตามกฎหมายและระเบียบ กลายเป็นเรื่องของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ที่ขาดทั้งทักษะ ประสบการณ์ และกำลังคน ทั้งที่หน้าที่โดยตรงคือการหาแหล่งหนี้เท่านั้น

แต่ละขั้นตอนและแต่ละคำชี้แจงในแต่ละช่วงเวลาจึงฉุกละหุก ขาดความรอบคอบ ไม่เป็นมืออาชีพ

เท่าที่ผมโน้ตไว้เตรียมอภิปรายวันนี้มีตัวอย่างอยู่ 3 – 4 ประเด็น

- ระเบียบการใช้เงินเพิ่งออกมาหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนไปแล้ว 3 เดือน และหลังสภาอนุมัติพระราชกำหนดไปแล้ว 1 เดือนเศษ

- ในระเบียบฯ นี้ยังจะต้องมีระเบียบย่อยต่อไปอีก โดยสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง

- ในระเบียบฯ นี้ก็ถือว่ามี 2 ระเบียบ 2 มาตรฐาน คือแยกงบ 5 จังหวัดชายแดนใต้ไว้เป็นการเฉพาะ

- ไม่มีการตั้งงบประมาณจ่ายหนี้คืนไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 และร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ รวมทั้งในพระราชกำหนดที่ผ่านไปแล้ว เพิ่งมามีมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติมรายจ่ายในงบประมาณ และรอแปรญัตติอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปการใช้จ่ายเงินแผ่นดินในบ้านเราจะมี 4 ระบบ คือ ระบบงบประมาณตามปกติ, ระบบไทยเข้ม แข็ง, ระบบงบประมาณบวกไทยเข้มแข็ง และระบบไทยเข้มแข็งใน 5 จังหวัดชายแดนใต้โดยเฉพาะ

ผมไม่ได้คัดค้านการใช้เงิน

แต่คัดค้านวิธีการใช้เงินที่เอาแต่จะให้เร็วจึงเลือกใช้เป็นระบบนอกงบประมาณ

สรุปก็คือรัฐบาลอาศัยสถานการณ์พิเศษ คือ วิกฤติเศรษฐกิจ และการปิดหีบงบประมาณปี 2552 ไม่ลง เอาแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 มาพ่วงไว้ในพระราชกำหนดและ พ.ร.บ.ให้สภาอนุมติกู้เงินอีก 6 แสนล้านสำหรับโครงการต่าง ๆ ในแผนรวม 1.5 ล้านล้าน แทนที่ออกพระราชกำหนดกู้เงินแค่ 2 แสนล้านบาทเพื่อปิดหีบงบประมาณปี 2552 ซึ่งก็คือแท็คติคในการให้รัฐสภาอนุมัติแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 หรือนัยหนึ่งอนุมัติแผนกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของระบบทุนนิยมโลก โดยไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นโดยตรง

ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลมีทางเลือกอื่นอีกอย่างน้อย 2 ทาง ที่ผมจะแจงในที่ประชุมวุฒิสภาวันนี้

ถามว่ามติตอนดึก ๆ จะเป็นอย่างไร

ไม่รู้จริง ๆ เพราะสมาชิกวุฒิสภามีความเห็นแตกต่างกัน การอภิปรายของแต่ละท่านและการตอบคำถามของรัฐบาล จะมีผลต่อการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

เฉพาะส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็มีความเห็นต่างกันเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งจะลงมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.แน่นอน แต่อีกทางหนึ่งเห็นว่ารับไว้ก่อน แล้วมาแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นการแปรญัตติในวาระที่ 2 ดีกว่า เพราะถ้าไม่รับ รัฐบาลก็จะกลับไปขอมติยืนยันในสภาผู้แทนราษฎร

ในกรณีร่าง พ.ร.บ.นี้ที่เป็นกฎหมายการเงิน เว้นไว้ 15 วันสภาผู้แทนราษฎรก็หยิบยกขึ้นมาขอมติยืนยันได้

ซึ่งรัฐบาลคงไม่ประสงค์เช่นนั้น เพราะแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่พรรคอื่น ๆ จะถือเป็นอำนาจต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ ต่อรองการนำโครงการเข้าพื้นที่ตนอีกรอบ

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคงอยู่ด้วยทั้งวันรอชี้แจงตอบคำถาม แต่คงไม่ง่ายนัก

ไม่รู้ว่า “เสน่ห์สาธารณะ” จะมีผลต่อมติแค่ไหน ?

โลกผวา ! ข้าวขาดแคลน

ขนาดขาใหญ่กลุ่มจี 8 ยังลงขัน 6 แสนล้านทำนา / ไทยยังไร้ทิศทาง

สถานการณ์ข้าวโลกส่อเค้าวิกฤติหลายชาติเร่งหาแหล่งผลิตอุตลุด มาเลเซียทุ่ม 4 พันล้านบาทนำร่อง ทำนา ด้านกลุ่มประเทศจี 8 ลงขัน 6 แสนล้านบาทพัฒนาการปลูกข้าวในแอฟริกา ขณะที่เวียดนาม ยังส่งออกไม่อั้น หวั่นอนาคตแข่งขันเดือดไทยอาจเพลี่ยงพล้ำใน เวทีโลก

แนะรัฐบาลเปิดยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติใช้งบปีละ 5 พันล้านบาททำข้าวสายพันธุ์ใหม่ต้านมะเร็ง เบาหวาน อัลไซเมอร์ ฯลฯ ก่อนสูญลิขสิทธิ์ให้กลุ่มทุนตะวันออกกลางที่กว้าน ซื้อที่ดินทำนาในเมืองไทย

ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการเข้ามากว้านซื้อที่ดินของนักลงทุนชาว ต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนชาวตะวันออกกลางเพื่อลงทุนปลูกข้าวส่งขายทั่วโลก รวมถึงส่งกลับไปป้อนความต้องการประชากร ภายในประเทศ จนมีการหวั่นเกรงว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ดินทำนาส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนร่วมกับ นักลงทุนคนไทย

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ประเมินได้ว่านายทุนน้ำมันกำลังจะเปลี่ยน บทบาทมาเป็นนายทุนข้าว ซึ่งถือเป็นบทบาท สำคัญของตลาดในอนาคต ซึ่งนายทุนเหล่านี้จะเน้นการผลิตข้าวเพื่อส่งกลับไปป้อนความ ต้องการภายในประเทศเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหลายประเทศเริ่มมีความคิดคล้ายกันคือ การเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ผลิต และอาจเป็นผู้ขายในบางช่วง เพื่อหากเกิดปัญหาข้าวขาดตลาด ก็จะไม่ส่งผลกระทบ ต่อประชากรในประเทศของตัวเอง

ต่อเรื่องนี้นายปราโมทย์ วณิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ขณะนี้หลายประเทศเริ่มหันมาพัฒนาการปลูกข้าวเพื่อบริโภคภายในประเทศมากขึ้น อย่างเช่นประเทศมาเลเซียได้ทุ่มงบประมาณจำนวน 4 พันล้านบาทในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่ในอดีตเคยเป็นผู้นำเข้าข้าวสูงสุด แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นผู้ส่งออกแข่งขันกับไทยและเวียดนามแล้ว

“ผมคิดว่าในอนาคตประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตข้าวเบอร์ 1 ของโลกคงต้องเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ว่าแทนที่จะผลิตข้าว แข่งกับเวียดนามด้วยการใช้ราคาเป็นจุดขาย หันมาพัฒนาข้าวชนิดใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ เช่นข้าวที่กินแล้วลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน หรือโรคอัลไซเมอร์ เพราะผลผลิตที่ได้จะขายได้ราคาดีกว่าข้าวทั่วไป ซึ่งไทยมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามหรืออินเดีย หากในอนาคตเกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายข้าวล้นตลาดโลกก็จะไม่มีปัญหาขายไม่ออก เพราะเป็นข้าวที่มีคุณลักษณะพิเศษแตกต่างจากประเทศอื่น” นายปราโมทย์ กล่าว

นายปราโมทย์ยังกล่าวอีกว่ารัฐบาลควรนำเรื่องนี้ประกาศเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ” ขับเคลื่อนโดยใช้งบประมาณอย่างน้อยปีละ 5 พันล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลไทยไม่ทำและจดลิขสิทธิ์เป็นของคนไทย ในอนาคตเชื่อว่ากลุ่ม ทุนตะวันออกกลางหรือกลุ่มทุนข้ามชาติที่มาลงทุนทำนาในประเทศไทยจะพัฒนา เรื่องเหล่านี้และจดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเองอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์และสมาคมผู้ส่งออกข้าว ได้จัดการการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องข้าว (Thailand Rice Convention 2009) มีผู้ผลิต ผู้ค้า นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวทั่วทุกมุมโลกกว่า 550 คนจาก 41 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม และเป็นเวทีสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการข้าวจากนานาชาติมานำเสนอข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นระดับโลก

โดยดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอแนะแนวทางในการดำเนินนโยบายของภาครัฐในระยะกลางและระยะยาวว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นและสภาวะการแข่งขันใน ตลาดโลกที่จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นพัฒนาการผลิตข้าวในเชิงธุรกิจมากขึ้น ลดการแทรกแซงในธุรกิจการค้าข้าวรวมทั้งสนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิตไป สู่พืชที่ต้องการน้ำน้อยและมีมูลค่าสูง

ด้าน Dr.Sumiter Broca เจ้าหน้าที่นโยบาย สาขาความช่วยเหลือด้านนโยบาย สำนักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก องค์การ อาหารและการเกษตร (FAO) เปิดเผยว่า ราคาสินค้าเกษตร รวมถึงข้าวจะยังคงอยู่ในระดับสูงโดยเกิดจากความไม่สมดุลในอุปสงค์ และอุปทาน จึงมีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกในเขตชลประทานให้มากขึ้น โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาใต้ และแอฟริกา

Mr.Bob Papanos ผู้อำนวยการ Seacor Commodity Trading LLC กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนข้าว ดังเห็นได้จากการประชุมกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือจี 8 ครั้งล่าสุด ซึ่งได้จัดให้มีโครงการช่วยเหลือการปลูกข้าวในทวีปแอฟริกาเป็นจำนวนเงินถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับ Mr.Vandara Din หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ/หัวหน้าฝ่ายจัดจ้าง Ascot Commodities SA สรุปทิศทางตลาดข้าวในเอเชียสำหรับปี 2552 ว่าเวียดนามมีการส่งออกข้าวในปี 2551 เป็นจำนวนมากและระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2552 อัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึงร้อยละ 30 โดยรัฐบาลเวียดนามระบุว่าจะไม่จำกัดการส่งออกข้าว
Source: siamturakij.com

“ทักษิณ” สู้ข้ามโลก-แลกสัมปทาน ? “ต้นทุน” เพื่อไทย “กำไร” เสื้อแดง

ทฤษฎีการขับเคลื่อน 2 ทาง ยังออกดอกออกผลเบ่งบาน ต่อเนื่อง ให้ “ทักษิณ ชินวัตร” เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ ทั้งจากในและนอกประเทศ

เพราะการขับเคลื่อนในประเทศ ยังแรงฤทธิ์แทบทะลุฟ้า ด้วยเครือข่าย “คนเสื้อแดง” ที่เป็นทั้งแขน-ขา-หู-ตา-มือ-เท้าที่สำคัญ

เช่น เดียวกับการขับเคลื่อนในต่างประเทศ ที่ผลักดันด้วย “เงิน” ที่เตรียมการสำหรับการไปต่อรอง ลงทุนทางตรง และการขอสัมปทานในประเทศต่างๆ อย่างน้อยแห่งละไม่ต่ำกว่าพันล้าน

โดยสถานะของ “อดีตนายกรัฐมนตรี” ยิ่งทำให้ “ทักษิณ” สามารถมี “ต้นทุน” ในการเจรจาต่อรอง ในการเข้ายึดสัมปทานได้ง่ายยิ่งขึ้น

ยิ่งมีสถานภาพและมีการสร้าง “ภาพ” ให้กลายเป็นแกนนำของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกที่สาม ยิ่งทำให้ “ทักษิณ” มีราคา-ค่างวดเพิ่มขึ้น

โดยมี “ฐาน” ที่มั่นในการบัญชาการอยู่ที่ตะวันออกกลาง สั่งการทางตรงถึงแกนของเครือข่ายระดับ “วัวงาน” ที่สำคัญในเมืองไทย ที่พร้อม “ปั่น” ได้ทันทีแบบ “เรียลไทม์” ผ่านเครือข่าย “social network” ที่ครอบคลุมทั้งบนเว็บไซต์ Face Book และ twitter.com ในนามของ “Thaksinlive”

จากนั้นผ่านกระบวนการ “ปั่น” ต่อเนื่องที่พรรคเพื่อไทย ที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภาผู้แทนฯถึง 217 เสียง

ส่วน การเคลื่อนไหวนอกสภา มีกระบวนการ “เสื้อแดง” ที่พร้อมนำประเด็นไป “ปั่น” ต่อ ด้วยคีย์แมนระดับ “จตุพร พรหมพันธุ์-วีระ มุสิกพงศ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่มีสาวกอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในภาคอีสาน-เหนือ

เครือข่ายนอกโลกไซ เบอร์ที่เป็นมนุษย์-ตัวเป็นๆ “ทักษิณ” เลือกใช้บริการคนในครอบครัวชินวัตรเป็นแม่เหล็กระดับ “แดง-ยัพ-ยิ่ง” โหมลงพื้นที่สื่อและพื้นที่เลือกตั้ง

ทุกเครือข่ายในเมืองไทยต่างมีเป้าหมาย “สู้เพื่อทักษิณ”

แต่เป้าหมายของ “ทักษิณ” นั้นสู้เพื่อ “พ้นโทษการเมือง” ในเมืองไทยและได้กำไร “สัมปทาน” บนเวทีโลก

ความ พยายามในการ “ขอลี้ภัย” การเมือง เพื่อแลกกับผลประโยชน์ในการลงทุนสัมปทานหลายหมื่น-หลายพันล้าน จึงเป็นแรงจูงใจที่เร้าใจต่อประเทศที่ “ทักษิณ” เดินทางไปถึงและมีการยื่น ข้อเสนอที่เจ้าของประเทศมิอาจปฏิเสธ

แม้ทีมงาน “ตัวปั่น” คนสำคัญของ เครือข่าย “เสื้อแดง” และเคยเป็น “ตัวเชื่อม” ให้เกิดการเจรจาระหว่าง “ทักษิณ” กับผู้นำในเวทีโลกจะปฏิเสธ แข็งขันว่าไม่มีการปั่นตัวเลขเพื่อแลกสัมปทาน แต่ยังมีทีมงานบางคนออกมาเปิดเผยเรื่องที่ลึก-แต่ไม่ลับ หลังได้พบ “ทักษิณ” ในต่างแดนอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นเรื่องที่ “นพดล ปัทมะ” (อดีต) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ “ทักษิณ” เคยปฏิเสธการลงทุนเพื่อแลกลี้ภัยใน “ฟิจิ” มูลค่า 300 ล้านเหรียญ หรือ 8,000 ล้านบาท จึงยังขัดกับความจริงอีกด้านของเครือข่าย “เสื้อแดง” ที่สังกัด พรรคเพื่อไทย

เพราะแทบทุกครั้งที่มี “ลูกน้อง” ของ “ทักษิณ” กลับจากการเยี่ยมอดีตนายกรัฐมนตรี มักมี “ข่าวดี” มาบอก ทั้งเรื่องเตรียมลงทุนเหมืองทองคำ, ลงทุนทำลอตเตอรี่, ลงทุนสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และ ฯลฯ

ดังนั้น “ข่าว” ที่พอยืนยันได้จากปาก คนใกล้ชิดของ “ทักษิณ” คือมีที่พักพิงสำคัญเป็นมั่นเหมาะมีหลักแหล่งอยู่เฉพาะ ที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

และการเร่ร่อนไปตามทวีปต่างๆ ก็เพื่อสร้างราคา-หาต้นทุนเพิ่ม ด้วยการพบปะผู้นำ-อดีตผู้นำ-ฝ่ายค้าน หรือบุคคลในโครงสร้างอำนาจ ทั้งทางตรงและนอมินี เพื่อมีเป้าหมายในการ “เก็บข้อมูล” เพื่อการลงทุนในระบบสัมปทานเท่านั้น

ประกอบกับประสบการณ์ในการทำ “สัมปทาน” นั้นเป็นงานถนัดของ “ทักษิณ” ที่เคยฝึกทักษะมาตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง

เมื่อครั้งเป็น “นายกรัฐมนตรี” ทักษิณเคยลงทุน “บิน” ไปพบกับผู้นำกัมพูชาที่ชายแดน เพื่อภารกิจเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนมาแล้ว

“ตรง จุดเขาพระวิหารก็มีปัญหากัน เพราะเนื่องจากว่าหลังจากศาลโลกตัดสินว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ก็มีปัญหาเรื่องทางขึ้น-ทางลง เรื่องด่านแถวนั้น ก็คุยกันไม่จบ ก็เลยนัดกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา วันที่ 3 กันยายน เวลา 10.30 น. ท่านไปรอผมที่เขาพระวิหาร ผมจะนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปลงบนยอดเขาพระวิหาร” (รายการนายกฯทักษิณ คุยกับประชาชน 12 สิงหาคม 2549)

ส่วนกับ “พม่า” นั้น “ทักษิณ” เคย เดินทางไปเจรจาเรื่องพลังงานด้วยตัวเองมาแล้ว จึงสามารถกางแผนทำ และมีข้อมูลว่า ในพื้นที่พม่านั้นมีบ่อก๊าซ, บ่อน้ำมัน ที่มีนัยสำคัญว่า “บ่อก๊าซบ่อเดียวในพม่า มีก๊าซเกือบเท่ากับในอ่าวไทย”

สถานภาพของ “อดีตนายกรัฐมนตรี” ที่ถูก “รัฐประหาร” และเป็นเจ้าของ พรรคที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภา พร้อมกองกำลังประชาชน “เสื้อแดง” สนับสนุน จึงเป็น “ต้นทุน” ที่สำคัญให้ “ทักษิณ” ใช้ต่อสู้เพื่อสร้างภาพ “นักประชาธิปไตย”

การ ขับเคลื่อนแบบ “คู่ขนาน” ทั้งใน-นอกประเทศ ทั้งในคราบนักประชาธิปไตย-นักลงทุน ยังเป็นทฤษฎีที่ “ทักษิณ” ใช้ตีกิน-ทำกำไรไปได้อีกนาน

อย่างน้อยก็จนกว่าคดียึดทรัพย์ 7 หมื่นล้านบาทในเมืองไทยจะถึงที่สุด

Source: นสพ ประชาชาติธุรกิจ

ผล “รังสิตโพลล์” ชี้“รัฐบาลสอบตกด้านเศรษฐกิจและการเมือง นปช. ควรยุติการเคลื่อนไหว และแกนนำพันธมิตรไม่ควรมีตำแหน่งในพรรคการเมืองใหม่ ”

รังสิต โพลล์ :


ผลรังสิตโพลล์ชี้ว่า รัฐบาลสอบตกด้านเศรษฐกิจและการเมือง นปช. ควรยุติการเคลื่อนไหว และ แกนนำพันธมิตรไม่ควรมีตำแหน่งในพรรคการเมืองใหม่

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในประเด็น การเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยสำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 6 – 12 มิถุนายน 2552  มีผู้ให้ข้อมูลจำนวนทั้งสิ้น 2,818 ตัวอย่าง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด ผู้ให้ข้อมูลเป็นหญิงร้อยละ 50.96  ที่เหลือเป็นชาย ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 25- 40 ปี คิดเป็นร้อยละ 47.84  ลดหลั่นลงมา อายุระหว่าง 41-55 ปี ร้อยละ 25.05  อายุต่ำกว่า 25 ปีคิดเป็นร้อยละ 20.79 และมากกว่า 56 ปีคิดเป็นร้อยละ 6.32 ทางด้านสถานะทางการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่การศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรีร้อยละ 55.46 ปริญญาตรีคิดเป็นร้อยละ 38.79 ที่เหลือสูงกว่าปริญญาตรีคิดเป็นร้อยละ 5.75  อาชีพของผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นราชการ/วิสาหกิจคิดเป็นร้อยละ 26.33 นอกนั้นมีอาชีพพนักงานเอกชน รับจ้างทั่วไป นักศึกษา ธุรกิจส่วนตัว เกษตรกร ค้าขาย และอื่นๆ ตามลำดับ ส่วนทางด้านรายได้พบว่าส่วนใหญ่รายได้ระหว่าง 7,500 – 20,000 บาทคิดเป็นร้อยละ 49.80 รายได้ต่ำกว่า 7,500 บาท คิดเป็นร้อยละ 38.93 และที่เหลือรายได้มากกว่า 20,000 บาท ทั้งนี้ประชากรผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ มีถิ่นอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คิดเป็นร้อยละ 33.50 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นร้อยละ 31.65 เขตภาคใต้ ร้อยละ 11.92 ภาคเหนือ ร้อยละ 11.57  และ เขตภาคกลาง/ตะวันออกและตะวันตก ร้อยละ 11.36  รวมทั้งหมด 22  จังหวัด

สรุปผลในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง มีประเด็นสำคัญ คือ

ประเด็น การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ นปช. ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วย มีมากถึง ร้อยละ 54.08 รองลงมาคือ เห็นด้วย ร้อยละ 23.70 และ ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 22.21


- นปช. ควรมีการเคลื่อนไหวต่อไปอีกหรือไม่ในอนาคต ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ เห็นควรยุติความเคลื่อนไหว ร้อยละ 57.24 รองลงมาคือ ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 21.82  ควรเคลื่อนไหวต่อไป ร้อยละ 20.94


ความ เห็นต่อการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วย มีมากถึง ร้อยละ 60.43 รองลงมาคือ ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 20.58 และเห็นด้วยร้อยละ 18.99


การ จัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วย มีมากถึง ร้อยละ 49.68  รองลงมาคือ ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 25.94 และเห็นด้วยร้อยละ 24.38


แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ควรมีตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือไม่ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ เห็นว่าไม่ควรมี ร้อยละ 54.51 ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 28.42 ส่วนที่น้อยที่สุดคือ เห็นว่า ควรมี ร้อยละ 17.07


หากมีการเลือกตั้งในปีนี้ พรรคการเมืองพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งในเขตของท่าน ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็นร้อยละ 27.64 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 25.05  พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 22.60 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 10.08 พรรคการเมืองใหม่ (กลุ่มพันธมิตร) ร้อยละ 8.45  และ พรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 6.17 เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค


กรุงเทพ-ปริมณฑล ส่วนใหญ่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 25.0 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 23.73 และ พรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 8.16


ภาค กลาง/ตะวันตกและภาคตะวันออก ส่วนใหญ่เลือกพรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 38.75 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 20.93 และ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 17.50


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 34.75 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 27.25 และ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 12.33


ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 38.75 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 20.55
และ พรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 5.83


ภาคใต้ ส่วนใหญ่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 50.0 พรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 22.92
และ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 9.23


รัฐบาล สามารถแก้ไขหรือคลี่คลายความขัดแย้งทางสังคมจากการชุมนุมประท้วงทางการเมือง ได้หรือไม่ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ เห็นว่า ไม่ได้ ร้อยละ 43.65  ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 36.16   และ ได้ ร้อยละ 20.19


ความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ มีความเชื่อมั่น ร้อยละ 55.16


ความ พอใจการบริหารงานของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ มีความพอใจในการบริหารงานด้านการศึกษา ร้อยละ 37.90  สังคม ร้อยละ 8.84 เศรษฐกิจ ร้อยละ 7.24  และการเมืองร้อยละ 5.57  ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 40.45


ความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่พอใจการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 35.91 การเมือง ร้อยละ 17.99 สังคม ร้อยละ 6.42 และ การศึกษา ร้อยละ 4.72 ไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็นมากถึง ร้อยละ 34.95


สุดท้าย รัฐบาลควรยุบสภาแล้วหรือยัง ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ มีความคิดเห็นว่า ควรยุบสภา ร้อยละ 36.12 ไม่ควรยุบสภา ร้อยละ 32.47  และไม่แน่ใจ/ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 31.41


จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ได้สรุปชี้ชัดได้ 4 ประเด็นคือ


ประเด็นที่ 1 ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของ นปช.ที่ผ่านมา และ เห็นควรให้ยุติความ เคลื่อนไหว ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย รวมทั้งการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ และการที่แกนนำพันธมิตรจะเข้าไปมีตำแหน่งในพรรคการเมืองใหม่


ประเด็นที่ 2 ประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่ตัดสินใจในการเลือกพรรคการเมืองใด โดยมี พรรคเพื่อไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์แพ้ชนะกันอย่างเฉียดฉิวในขอบเขตทั่วประเทศ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยในภาคอิสาน ส่วนพรรคการเมืองใหม่คงจะได้เสียงส่วนใหญ่ในภาคใต้และได้เสียงกระจัดกระจาย จากทุกภูมิภาค และพรรคชาติไทยพัฒนายังคงครองความเป็นที่หนึ่งในภาคกลาง/ตะวันตกและภาคตะวันออก


ประเด็นที่ 3 ความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเพียงร้อยละ 55.16   โดยเห็นว่ารัฐบาลยังไม่มีความสามารถแก้ไขหรือคลี่คลายความขัดแย้งทางสังคม จากการชุมนุมประท้วงทางการเมืองได้และไม่พอใจการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจมากที่สุด


ประเด็นที่ 4 ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า หากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในทุกด้านให้สูงขึ้นได้ก็ควรยุบ สภา เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่ประชาชน


ดังนั้น รังสิตโพลล์ จึงขอเสนอแนะ ดังนี้
1. กลุ่มพันธมิตรฯและ นปช. ควรใช้ศักยภาพที่มีอยู่ เพื่อการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการเมืองที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ ชาติให้มากยิ่งขึ้น
2. รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรเร่งสร้างผลงานด้านเศรษฐกิจและการเมืองให้เป็นรูปธรรมมากกว่าสร้างภาพ เพื่อความอยู่รอดของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล
3. ประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่ได้เทใจให้กับพรรคการเมืองใดอย่างเด็ดขาด ฉะนั้นทุกพรรคการเมืองควรเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายที่นำพาประเทศชาติให้พ้น จากวิกฤติในทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของบ้านเมืองด้วยตนเองอีกครั้ง

จากข้อมูลข้างต้นนี้ ผลรังสิตโพลล์ จึงขอชี้ ว่ารัฐบาลสอบตกด้านเศรษฐกิจและการเมือง นปช. ควรยุติการเคลื่อนไหว และ แกนนำพันธมิตรไม่ควรมีตำแหน่งในพรรคการเมืองใหม่

โดย หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาผู้นำสังคม ธุรกิจ และการเมือง (ระบบการศึกษาทางไกลทางอินเทอร์เน็ต) วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

วีรพงษ์ เตือนภัยเศรษฐกิจเผชิญ”กับดักสภาพคล่อง

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ให้ความเห็นในงานสัมมนา “ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก” เตือนภัยเศรษฐกิจต้องเผชิญกับดักสภาพคล่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดสัมมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ครั้งที่ 6 ประจำปี 2552 เมื่อวานนี้ โดยมีการเสวนาในหัวข้อ “ทางรอดเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก” โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริษัท แอ๊ดวานซ์อะโกร จำกัด ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ดร.วีรพงษ์ เห็นว่า ไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอีกหลายปี ไม่ใช่ 5-6 เดือนอย่างที่หนังสือพิมพ์ของประเทศตะวันตกหลอกเรา ฉะนั้นรัฐบาลควรคาดการณ์ว่า เราจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งที่อยากเห็นก็คือ การมองไปข้างหน้าของรัฐบาลว่ามีเป้าหมายอย่างไร โดยเป้าหมายนั้น จะต้องมีน้อยกว่าเครื่องมือ และถ้าเป้าหมายมีมากกว่าเครื่องมือ ต้องจัดลำดับความสำคัญหรือมียุทธวิธีที่จะแปลเป็นมาตรการเพื่อนำมาใช้

“ยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะฟื้นตัวและพลิกกลับมาเป็นบวกได้ เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจดีหรือไม่ เพราะตอนนี้สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นช่วงกับดักสภาพคล่อง และอย่าหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นเร็ว เพราะเศรษฐกิจจะกองกับพื้นไปอีกระยะ เพราะมี วัฏจักร ขึ้น 6 ปี ลง 6 ปี” เขากล่าว

ดร.วีรพงษ์กล่าวว่า ไม่เห็นว่ารัฐบาลของสหรัฐอเมริกาจะมีมาตรการอะไร นอกจากการขอเงินจากรัฐสภาเพื่อนำมาใช้ ซึ่งก็เหมือนกับประเทศไทย ที่เป็นอย่างนี้ เพราะไม่มีทฤษฎีอะไรมาอธิบายว่า ควรใช้มาตรการอะไร สำหรับประเทศไทยนั้น ควรเน้นดูแลภาคการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยประเด็นที่สำคัญ คือ การดูแลค่าเงินบาทให้เอื้อต่อภาคการส่งออก ซึ่งแบงก์ชาติ นอกจากไม่ทำหน้าที่นี้แล้ว ยังออกมาพูดว่า ค่าเงินบาทไม่เกี่ยวกับการส่งออกและท่องเที่ยว สำหรับเรื่องของการลงทุนเราคงหวังไม่ได้มาก เพียงแค่ประคองและอย่าหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็ว

“นโยบายของเราควรหันไปทางจีนมากขึ้น ที่ทำได้เร็ว คือ เรื่องของการท่องเที่ยว แต่ก็ยังติดเรื่องปัญหาทางการเมือง และไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งจีนเขาตกใจมาก และไม่ให้นักท่องเที่ยวเขาเข้ามาไทย จุดนี้เราจะทำอย่างไร ก็อยากเห็นจุดมุ่งหมายของรัฐบาลที่แปรเป็นมาตรการที่ชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราเอาจริง” เขากล่าว

ดร.ศุภวุฒิ กล่าวแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ หลังจากที่ทุกประเทศใช้นโยบายการขาดดุลงบประมาณมาดูแลเศรษฐกิจตามคำเชิญชวน ของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุกประเทศก็จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน ซึ่งกรณีของไทยนั้น มีแนวโน้มว่าระดับหนี้สาธารณะจะสูงถึง 60% ใน 4-5 ปีข้างหน้า หากประเทศใดบริหารจัดการได้ไม่ดี เมื่อเกิดปัญหาก็จะเป็นปัญหาในลักษณะเดียวกัน ฉะนั้นการปรับตัวของเศรษฐกิจอาจเป็นลักษณะขึ้นๆ ลงๆ หรือเป็นรูปตัว W จึงอยากให้รัฐบาลไทยบริหารจัดการหนี้สินให้ดี ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนให้แก่ระบบเศรษฐกิจในอนาคต

“วิกฤติเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลจะหันมาถือหนี้แทนเอกชน มีการคำนวณคร่าวๆ จากไอเอ็มเอฟว่า หนี้ภาครัฐของประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกลุ่มจี 20 อยู่ในระดับเฉลี่ย 17-18% ของจีดีพี ในปีที่แล้วและปีนี้ แต่จะสูงขึ้นเป็น 100% ของจีดีพีในปี 2011-2012 ฉะนั้นทำให้อดห่วงไม่ได้ว่า มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจโลกจะขาดภูมิคุ้มกัน”เขากล่าวและประเมินว่า ความมั่งคั่งของผู้บริโภคจะลดลงเฉลี่ย 20-100% ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับเฉลี่ย 3.5-3.6% และจะไม่สูงเฉลี่ยที่ 4.9% เท่ากับปี 2004-2007 ฉะนั้น เราต้องรับสภาพว่า เศรษฐกิจโลกจะโตน้อยกว่าอดีต

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าว ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นที่เรียกว่า น่าเป็นห่วง ไม่ถึงขั้นเรียกว่า วิกฤติเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวบ้างแล้ว แต่จะให้ฟื้นตัวมากกว่า รัฐบาลจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่าย ซึ่งถือว่า เป็นเครื่องยนต์เดียวที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสี่จะขยายตัวเป็นบวกได้ แต่เป็นอัตราขยายตัวที่ไม่สูงมากหรือสูงในระดับ 4-5% สำหรับปัญหาของภาคการส่งออกนั้น เห็นว่า ค่าเงินบาทยังสามารถสนับสนุนการส่งออกได้ ซึ่งแบงก์ชาติก็จะต้องดูแลค่าเงินให้เป็นไปตามประเทศเพื่อนบ้านอยู่ไม่ให้ เงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าเกินไป

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมองไปข้างหน้าในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจไทยกับ เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนสู่โลกาภิวัตน์ที่มีพลวัตมากขึ้น ที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งมีการกระจายไปยังประเทศอื่นๆ จากขั้วเศรษฐกิจเดิมสู่เศรษฐกิจเอเชีย แต่เศรษฐกิจโลกก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน (Globalization of Risk) ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ในระยะต่อไปจำเป็นเริ่มต้นจากการสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศก่อน โดยต้องคำนึงถึง 4 ปัจจัยสำคัญ คือ การมีระบบธรรมาภิบาลที่ดี การสร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ในสังคมที่ยั่งยืนสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญ ของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

กงกฤช หิรัญกิจ กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่อง เที่ยวไทย ซึ่งปัญหาที่ผ่านมา ถือว่า ทำให้ภาคการท่องเที่ยวตกต่ำสุดในรอบ 49 ปี ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้วงการท่องเที่ยวคาดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวทั่วโลกลดลง 4% และจากปัจจัยเหล่านี้ จึงคาดว่าในปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.1 ล้านคน เหลือ 10.8 ล้านคน หรือลดลง 22.8% โดยที่รายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่า จะลดลง 35% จากที่คาดว่าจะมีรายได้ 540,000 ล้านบาท เหลือเพียง 350,000 ล้านบาท

“เชื่อว่าในไตรมาสสามของปีนี้ การท่องเที่ยวจะลดลงอีก เนื่องจากไข้หวัด 2009 เพิ่งเข้ามา ราคาค่าบริการของธุรกิจท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 12% เนื่องจากการแข่งขันของแต่ละประเทศในภูมิภาค โดยเม็ดเงินท่องเที่ยวอาจหายไปถึง 1.9-2 แสนล้านบาท”
Source: bangkokbiznews.com

Next Page »